กระรอกน้อย

08/10/2012 § Leave a comment

กระรอกน้อยกำลังวิ่งอยู่บนเสาไฟฟ้า เป็นภาพที่ฉันเห็นเป็นประจำ

แต่วันนี้มันพิเศษตรงที่ขณะที่ฉันเห็นภาพนี้ ฉันไม่ได้กำลังขับรถ ไม่ได้กำลังเดิน ไม่ได้กำลังทำงาน เพราะวันนี้ฉันกำลังนั่งเฉยๆ พร้อมปากกาและสมุดโน๊ตคู่ใจ

ระหว่างฉันกำลังวาดรูปกระรอกน้อยตัวนี้ ขณะที่มันกำลังวิ่งอยู่บนเสาไฟฟ้าอย่างสนุกสนาน รู้ได้อย่างไรว่ามันสนุกสนาน ก็มันวิ่งกลับไปกลับมา มันคงสนุก!

ไหนๆก็เริ่มคิดแทนมันเล้ว ฉันไม่หยุดแค่นี้หรอก ฉันคิดอยากจะถามมันว่า “นี่ๆ รู้มั๊ยเนี่ยว่าสายไฟฟ้ามันอันตรายขนาดไหน อยู่ๆมาวิ่งเล่นบนนี้เนี่ย?” ฉันว่ามันไม่รู้แน่ๆว่าสายดำๆที่มันเข้าใจว่าเป็นสะพานที่ใช้ข้ามระหว่างต้นมะม่วงของบ้านฉัน ไปยังต้นกะถินของบ้านข้างๆมันมีไฟฟ้าข้างในเกินหนึ่งพันโวลต์เชียวนะ ถ้ามีส่วนไหนของสายไฟฟ้าเกิดถลอกขึ้นมานะ แกเอ้ยยย หางหงิกแน่!

ไม่ต้องเดาเลย มันไม่รู้แน่ๆ

ถ้ากระรอกน้อยตัวนั้น รู้ถึงอันตรายของสายไฟฟ้า มันอาจจะต้องอยู่แต่บนต้นมะม่วง ไม่เคยได้ข้ามไปกระโดดโลดเต้นไปยังต้นไม้ของบ้านหลังอื่นๆเลยก็ได้ หรือถ้าจะข้ามไปบ้านอื่น จะต้องลงมาข้ามถนนแทน ซึ่งก็เสี่ยงกับการถูกรถทับ และชาบู(สุนัขพันธุ์ลาบาดอ)คาบไปเล่นเป็นแน่

หลังจากที่ฉันใช้เวลาในการวาดรูปมันไปเรื่อยๆ ฉันเหมือนจะได้ยินเสียงกระรอกน้อยตัวนั้น กำลังตอบฉันว่า

“บางอย่างถ้าเราหัดรู้ให้น้อยลงไปบ้าง เราจะมีความสุขขึ้นอีกเยอะเลย”

วันเกิดครบ25ขวบ :)

04/12/2011 § Leave a comment

วันนีี้เป็นวันเกิดครั้งแรกในชีวิตที่ไม่มีการเป่าเค้ก
แต่เป็นวันเกิดที่มีความสุขที่สุดเลย เพราะปีนี้เป็นโอกาสดีที่มีโอกาสได้มาปฎิบัติธรรมวิปัสนาที่เชียงรายกับพระอาจารย์ ว. วชิรเมธี
ความจริงครั้งแรกที่มีโอกาสได้มาวิปัสนากับพระอาจารย์คือเมื่อ2ปีที่แล้ว และวันนี้ก็ได้มีโอกาสกลับมาอีกครั้งพร้อมกับพาแม่และน้องสาวมาด้วย และเป็นโชคดีที่ปีนี้ตรงกับวันเกิดพอดี ทุกปีจะไปใส่บาตรตอนเช้า แต่ปีนี้สุขยิ่งกว่า ได้นุ่งขาวห่มขาวและถือศีล8
เหมือนได้มาพักผ่อน และชาร์ตแบตให้กับชีวิต พระอาจารย์ได้เทศน์สอนในหลายเรื่อง เหมือนได้เตือนสติ ให้กลับมาคิด กลับมามองตัวเองว่าที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันดีหรือยัง
พระอาจารย์สอนเรื่องการมีความสุข ท่านบอกว่า เราเกิดมาเป็นคนทั้งที่ ถ้าไม่มีความสุขนี่ถือว่าชีวิตขาดทุนย่อยยับนะ
มนุษย์มีความสามารถที่จะมีความสุขด้วยตัวของเราเอง
ยิ่งเรียบง่าย เหมือนเรายิ่งเข้าใกล้ความสุข คำนี้แพรชอบมาก คือเหมือนเวลาเรายิ่งโตขึ้น ความเรียบง่ายที่สุดนั้นแหละคือสุข แต่ก่อนการได้ทานข้าวกับคนในครอบครัวเราก็เฉยๆ แต่เดี๋ยวนี้แค่เรื่องเล็กๆ หรือความเป็นปกติธรรมดานั้นแหละ มันมีความสุขอยู่ในนั้น แค่เราจะมองเห็นมันหรือเปล่าแค่นั้นเอง คนเรามักมองเห็นความสุขเมื่อมันสายไปแล้ว เมื่อเราขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มันเคยเป็นปกติ เราจึงพึ่งมาเห็นค่า ความจริงความธรรมดาปกตินั้นแหละมันคือความวิเศษสุดแล้ว
แพรเริ่มหันกลับมาขอบคุณทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต บางทีแม้มันเป็นสิ่งเล็กๆที่ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อ ก็อมัจจะสร้างความสุขให้เราได้มากกว่าของที่ราคาแพงๆอีกนะ
การไปวิปัสนาครั้งนี้แพรรู้สึกดีที่ได้แผ่เมตตาให้กับทุกคนที่แพรรัก และทุกคนที่แพรได้นึกถึง
ขอบคุณพระอาจารย์ที่ทำให้แพรได้มองอะไรในอีกมุมที่ไม่เคยมองมาก่อน ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างทุกคนที่ทำให้แพรมีโอกาสได้ไปวิปัสนาครั้งนี้ค่ะ ขอบคุณพ่อกับแม่ที่ทำให้แพรเกิดมาได้ตั้ง25ปี และมีครอบครัวที่ดีมากๆ แพรโชคดีจัง🙂

อีสานบ้านเฮา

15/11/2011 § Leave a comment

เคยคิดไว้เล่นๆว่าอยากมาแบคแพคคนเดียวก่อนอายุ25 แล้ววันนี้ฝันก็เป็นจริง🙂
ทริปที่เลือกก็คือ”อีสาน” เพราะอะไรหนะหรอ ไม่รู้เหมือนกัน555 ความจริงวางแผนว่าจะเที่ยว1ทริป(หรืออาจจะมากกว่านั้น)ช่วงปลายปี โดยที่ขอตั้งเป้ากับตัวเอง2ข้อว่า ขอแบคแพคคนเดียว และขอไปในที่ที่ไม่เคยไป
ทริปนี้คิดง่ายมาก แค่อยากมาเจอคนที่เราอยากเจอ รู้ว่าจะไปไหนและเจอใคร แต่ไม่รู้เลยว่าต้องทำอะไรบ้าง
ไม่หวังอะไรเลย ขอหยิบหนังสือมา2เล่ม โปสการ์ด และไอแพต แค่นี้อยู่ได้ละ🙂

นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่มาอีสาน เลือกที่แรกที่จะไปคือไปหาพี่หนิง
พี่หนิง คือพี่เลี้ยงที่เลี้ยงแพรมาตั้งแต่5ขวบ จนถึงเข้าปี1 พี่หนิงก็เหมือนเป็นแม่ของแพรอีกคนเลยก็ว่าได้ รู้ว่าจะไปหาพี่หนิง รู้ว่าอยู่สารคาม รู้ว่าต้องซื้อตั๋วช่องไหนที่หมอชิต นี่คือทั้งหมดที่รู้ 5555
ว่าแล้วก็ขึ้นรถทัวร์ที่หมอชิต รอบ3ทุ่มครึ่ง ถามพี่คนเก็บตั๋วว่าจะถึงประมาณกี่โมงหรอคะ เค้าตอบว่าช่วงนี้น้ำท่วมตอบไม่ได้หรอกน้อง อ่าว พี่ตอบไม่ได้แล้วหนูต้องให้ใครตอบอะ?
อ่ะๆ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ พี่หนิงบอกมาว่า ถึงจุดพักรถให้โทรหาพี่หนิง อีกประมาณ2ชั่วโมงจะถึง….โอเค
ในที่สุดก็ถึงจุดพักรถ เราก็สะลึมสลือตื่นมาดูนาฬิกา ตี2 โหเช้าไปมั๊ยเนี่ย ถึงที่พุทไธสง จังหวัดมหาสารคามตอนตี4 ลงรถก็เจอพี่หนิง และครอบครัวมายืนรอรับ🙂

พอมาถึงบ้านพี่หนิงก็เห็นว่ามีศาลายกสูงและมีเปลนอนอยู่ข้างใน คิดในใจว่าวันนี้ขอยึด555 แล้ววันนี้ก็ยึดจริงๆ วันนี้ใช้เวลาครึ่งวันอยู่ในศาลานั้น หยิบไอพอตมาต่อลำโพงรีแพร แล้วก็อยู่ในนั้นแหละ คนเดินผ่านไปผ่านมาก็แวะทัก บ้านพี่หนิงเลี้ยงสัตว์เยอะมาก ทั้งหมา วัว เป็ด ไก่ กบ นกเขา และสุดท้ายชอบมากคือหมูน้อย
เอ่อคนที่นี่น่ารักมาก ไม่มีใครพูดภาษากลางเลย555 ทุกคนว่าวอีสานเม็ดเลย
สายๆพี่หนิงชวนเดินไปดูยายใกล้บ้านทอเสื่อ ไปถึงก็นั่งคุยกับยายแล้วก็ถามยายไปเรื่อยๆว่าวันนึงยายทำได้กี่ผืน ยายบอกว่าก็ประมาณผืน2ผืน ก็เลยถามต่อว่าแล้วยายขายผืนละเท่าไหร่คะ ยายตอบว่า โอ๊ยหนูอันนี้ยายก็ทำไว้ใช้เอง แล้วถ้าใครอยากได้มาขอยาย ยายก็ทอให้ ไม่เอาตังหรอก เอ่อชอบอะ คือเราแค่ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เราถนัด แล้วใครอยากได้ก็ให้ไป ฟังแล้วรู้สึกได้ถึงความสุขที่ยายมีเลยอะ

บ่ายๆก็ไปเดินดูทุ่งนา เดินไปเรื่อยๆตามคันนา ช่วงนี้เป็นช่วงที่ข้าวกำลังออกรวงสวยเลย เดินไปถ่ายรูปไป ลมก็พัดไป เสียงต้นข้าวที่กระทบกัน กับเสียงลม มันเป็นเสียงที่ธรรมดา แต่เรายืนฟังอยู่ซักพักเลย พร้อมกับหายใจลึกๆ มีความสุขจัง
ตอนเย็นๆทุกคนแถวนี้ต้องไปตลาดกัน เพราะตลาดของอำเภอนี้จะมีแค่วันพุธเท่านั้น เป็นโชคดีของแพรที่วันนี้คือวันพุธ😀
พอไปถึงก็เห็นสไลเดอร์เป่าลมอันใหญ่ที่รับรองได้ว่าเด็กในอำเภอนี้ที่อายุต่ำกว่า10ขวบเกือบทุกคนต้องมาเล่น เด็กเยอะมากกกในนั้น เดินไปก็มีเสียงประกาศว่า สไลเดอร์ของเราพิเศษคือมีไดโนเสาร์และก้านกล้วย เอ่ออออฟังแล้วก็คิดในใจว่านี่หรอพิเศษของพี่? พร้อมกับมองหาว่า ตัวไหนคือไดโนเสาร์วะ555 พอฟังอย่างนี้แล้วก็กลับมาคิดนะว่าที่นี่การที่มีแค่ไดโนเสาร์กับก้านกล้วยก็พิเศษแล้ว ทั้งที่ที่กรุงเทพ แทบจะทุกฟู๊ดคอร์ดของโลตัสก็มีถือว่าธรรมดามาก อืม คิดกลับกัน ถ้าเราลองมองเรื่องธรรมดาในทุกวันของเราให้เป็นเรื่องพิเศษหละ ชีวิตในทุกวันของคนกรุงเทพอย่างเราจะมีความสุขขนาดไหน?

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่มีความสุขกับการที่ไม่ได้ทำอะไรที่หวือหวาเลย เป็นแค่อีกหนึ่งวันธรรมดาที่แสนพิเศษของแพรอีกหนึ่งวัน ที่แค่วันแรกแพรก็เริ่มรับรู้ถึงเสน่ห์ที่น่ารักของที่นี่ บอกตรงๆว่าเริ่มหลงรักอีสานเข้าให้แล้วแหละ🙂

พุธที่ 2 พฤศจิกายน 2554  10.23pm.

25541103-151524.jpg

ความสุข…

25/10/2011 § Leave a comment

ไม่ได้เขียน blog มานานแล้วเหมือนกัน วันนี้ความจริงก็ไม่มีประเด็นนะ แค่ “อยากเขียน”

เขียนไรดี….

อืม… พึ่งจบไปกับงาน BIG (Bangkok International Gift Fair and Bangkok International Houseware Fair 2011) ไปหมาดๆ นี่เป็นการออกงานแสดงสินค้าครั้งแรกเลยของ RE+PAIR บอกตรงๆว่าตื่นเต้นและเห่อมาก 5555

ดีใจนะ มันเหมือนเป็นอีกก้าวเล็กๆ เพราะมานึกย้อนกลับไป เมื่องาน big เดือนเมษา ที่ทำงานกับออฟฟิสเก่า และได้ช่วยออฟฟิสเก่าจัดบูธ ก็แอบพูดกับน้องที่ทำงานด้วยกันว่า ดูนะ เดี๋ยวตุลาเราจะมาออกบูธบ้าง ตอนนั้นก็พูดไปขำๆ แต่ก็แอบหวังเล็กๆ เล็กมาก แต่ใครจะไปรู้ มันจริง😀

5 เดือนเต็มกับการว่างงานโดยสมัครใจ

ทำให้รู้ว่าอิสรภาพที่แท้จริงคืออะไร แต่ถามว่ามันยากมั๊ย ก็ยากนะ ที่ต้องควบคุมตัวเองให้ทำงาน ให้ขยัน ทั้งที่ไม่มีใครมาบังคับ แต่ก็พยายามคิดว่าทุกวันต้องพยายามทำอะไรให้เดินหน้าไปบ้าง อาจจะเป็นแค่นิดหน่อย แต่ก็ห้ามหยุด

ความสุขที่ได้จากงาน big เหนื่อยมากเลยนะ กับการต้องขนของและจัดบูธคนเดียว 6 วันเต็มๆที่อยู่ตั้งแต่ไบเทคเปิดจนปิด แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อดี ในตัวมันเอง งานนี้เหมือนได้มาโชว์ของที่เราคิดเองทำเอง ให้คนที่มาดูเค้าเข้าใจว่าเราคิดเราทำอะไรอยู่ ภูมิใจทุกครั้งที่ได้เล่าถึงความคิดเราให้คนอื่นฟัง ดีใจที่คนเดินมาแล้วบอกว่าชอบในสิ่งที่เราทำ ฟังแล้วมันก็หายเหนื่อย

ทำให้ได้รู้ว่ามีคนเห็นงานเราอยู่นะ มันไม่ใช่เหมือนแต่ก่อนที่ทำเอง ดูเอง อวดแม่ อวดน้อง แต่ตอนนี้เราได้เอาไปอวดใครก็ไม่รู้ที่เราไม่รู้จัก แล้วมันมีคำวิจารณ์กลับมาด้วยว่าชอบไม่ชอบยังไง เอ่อ สนุกแฮะ😀

ตอนนี้แพรแค่คิดว่าต้องขยัน และทำทุกวันให้มีความสุข

พูดถึงความสุข เมื่อวานนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่มีความสุขมากเลย หลังจากเหนื่อยจากงาน BIG มา คิดว่าขอพักเรื่อง RE+PAIR หนึ่งวันเถอะ…

เมื่อวานนี้ได้นัดกับเพื่อน เพื่อไปแพคของช่วยน้ำท่วม แต่หลายที่ที่มีอาสาสมัครเยอะอยู่แล้ว ทำให้เราก็ได้ช่วยบ้างนิดหน่อย และก็แวะกินไปตามทาง อะไรที่มันอยู่ใกล้ เหมือนไปเรื่อยๆแล้วมีคนไปด้วยอีก 1 คน มีความสุขดีนะ

ทำให้ได้เรียนรู้ว่า บางทีความสุขอาจเกิดขึ้นจากการไม่ได้หวังอะไรมาก เพราะการหวังมันจะทำให้ผิดหวังและทุกข์เปล่าๆ

ชอบอีกเรื่องนึงที่เพื่อนพูด “เรื่องอาหารจานโปรด” คืออาหารจานไหนที่เราชอบกิน แต่ให้เรากินมันทุกวันเราก็เบื่อ มันปรับใช้ได้กับทุกเรื่องเลยนะ อย่างเมื่อวานนี้ ได้ไปในที่ใหม่ๆ เจอคนใหม่ๆ พักเรื่องเก่าๆบ้าง ลองดูสิ มันจะทำให้มีความสุข โดยที่ไม่ต้องไปไหนไกลเลย😀


ว่างงาน

05/07/2011 § 1 Comment

1 เดือนเต็มกับการว่างงานโดยสมัครใจ

ไม่มีเลยแม้แต่ 1 วินาทีที่จะคิดเสียดายกับการลาออกครั้งนี้ ขอขอบคุณหนังสือเล่มนึง ที่พอเราอ่านจบ ก็ทบทวนอยู่ซักพัก และตัดสินใจ

ขอบคุณการลาออกในเวลาที่เหมาะเจาะขนาดนี้ ขอบคุณที่ทำให้ได้มีโอกาสทำอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เคยได้ทำมาตั้งนาน ได้ทำหน้าที่ “เพื่อน” ที่ควรต้องทำ หน้าที่ “ลูก” ทำหน้าที่ “เจ้านาย”ที่โอเคกับหมาทั้ง 4 ตัว ได้มีเวลากลับมามอง ทบทวนตัวเองว่าเราต้องการอะไร

ทั้งหมดที่เขียนมาไม่ได้อยากสนับสนุนให้ทุกคนในโลกนี้ลาออกนะ 555 แค่อยากให้กลับมาคิด และมองดูตัวเองว่าเราทำอะไรอยู่? แล้วชีวิตเราต้องการอะไรบ้าง? แล้วที่เราทำอยู่ มันช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายตรงนั้นมั๊ย ถ้าคำตอบคือ “ไม่” อย่าลังเลที่จะตัดสินใจ ไม่มีคำว่าสายไปหรอก แค่อย่า”หลงทาง” แค่นั้นก็พอแล้ว

ชีวิตต่อไปนี้ จะทำงานประจำหรือไม่ทำงานประจำก็ยังไม่มีอะไรที่แน่นอน แต่ที่แน่ๆ ทุกอย่างที่จะทำ จะเป็นสิ่งที่เลือก และคิดมาแล้วว่าจะทำ มันจะเป็นแค่การลองผิดลองถูก หรือเป็นการทุ่มทั้งชีวิตเพื่อจะทำ แต่ทุกอย่างที่ทำเราต้องแน่ใจว่าเราจะได้อะไรจากสิ่งนั้น

ขอบคุณทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่มันได้หล่อหลอมและประมวลผลให้ชีวิตเราออกมาเป็นแบบนี้ ถามว่าเราพอใจมั๊ย มันก็ขึ้นๆลงๆเหมือนกราฟหุ้นนั้นแหละ แต่โดยรวมแล้ว เราพอใจนะ อาจเป็นเพราะแพรเป็นคนไม่เก่ง ตั้งแต่อยู่โรงเรียนก็ไม่เก่ง อยู่มหาลัยก็เกรดไม่ดี จบมาก็งงๆแต่ก็พอจะตบๆมันให้เป็นรูปเป็นร่างได้ เลยภูมิใจในตัวเอง555 กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญนะ ถ้าเราไม่เริ่มภูมิใจในตัวเอง แล้วเราจะทำให้คนอื่นภูมิใจได้ยังไง?

ขอให้ทุกคนโชคดี และภูมิใจในตัวเองนะจ๊ะ

กำลังทำอะไรอยู่…?

01/05/2011 § 2 Comments

กำลังทำอะไรอยู่… มันเป็นคำถามง่ายๆนะ สำหรับคนที่ชีวิตกำลังลงตัวแล้ว หรือสามารถเซ็ตตัวเองได้ในจุดที่ตัวเองกำลังอยู่ ซึ่งเมื่อใครมาถามเราเมื่อ ปีที่แล้ว เราคงตอบได้เต็มปากเลยว่า อ๋อ ทำงานประจำเป็นโปรดักดีไซน์ค่ะ แต่สำหรับตอนนี้ คำถามง่ายๆคำถามนี้ คำตอบมันกำลังจะเปลีี่ยนไป เพราะเราได้ตัดสินใจไปแล้ว ว่า”ขอลาออก”

มันยากมากในการตัดสินใจในครั้งนี้ เพราะเหมือนเราต้องมองก่อนว่าชีวิตเราจะไปทางไหนกันแน่ แล้วต้องกลับมาดูตัวเองว่า ที่เราทำอยู่ มันอยู่ในเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้หรือเปล่า การจะต้องเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยที่เราจะต้องไม่กลับมาเสียดายอีก มันยากนะ สำหรับเรา เราใช้วิธีการ”ชั่งน้ำหนักความสำคัญ” ว่าถ้าเลือกแบบนี้ ผลดีหรือผลเสียมีอะไรยังไงบ้าง มันยากมากๆจริงๆ เพราะทุกอย่างต่างมีทั้งผลดีและผลเสียในตัวมันเอง แต่ผลดีเหล่านั้นมันจะมีส่วนช่วยให้เราบรรลุตามเป้าหมายมากน้อยแค่ไหน

เราเชื่อว่าชีวิตคนเราต้องเลือกเองได้ การที่จะทำอะไรเราต้องเลือกแล้วคิดอย่างดีแล้ว แล้วค่อยตัดสินใจทำ และถ้าเราตัดสินใจผิด ให้มาคิดว่าเราควรจะแก้ไขมันยังไง ดีกว่ามานั่งโทษนู้นโทษนี่ว่าคนนู้นคนนี้มาทำให้เราตัดสินใจผิด

สำหรับการตัดสินใจลาออกครั้งนี้ เรามองว่า เราไม่ได้อยากมีอาชีพหลักเป็น”ดีไซน์เนอร์” แต่เราอยากมีอาชีพหลักคือ “ทำธุรกิจ” แล้วมีดีไซน์เนอร์เป็นอาชีพเสริม แต่การที่จะเปลี่ยนสายกระทันหันขนาดนั้น มันดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่เราถือว่าเราโชคดี ที่เรามีพ่อ แม่ มีครอบครัว คุณตาคุณยาย คอยปลูกฝังด้านนี้ตั้งแต่เด็ก ท่านไม่ได้สอนโดยการ”พูดให้ฟัง” แต่สอนโดยการ “ทำให้เห็น” จนทำให้เราได้ซึมซับด้านนี้ไปโดยที่เราไม่รู้ตัว

แต่มันถูกแสดงออกมาให้ตัวเราเองได้รู้เมื่อตอนเริ่มทำร้านกาแฟตาตั้ง การที่พี่น้องได้มานั่งคุยกันเพื่อจะเริ่มสร้างร้านกาแฟนี้ไปด้วยกัน ทำให้เราเริ่มเห็นมุมมองความคิดของพี่น้อง มาแบ่งปันกัน ต่อมาคือการทำโปรดัก และมีแบรนด์ RE+PAIR เป็นของตัวเอง จากการที่ไม่รู้มาก่อนว่าทำของออกมาแล้วจะเริ่มขายอย่างไร มันได้รับความรู้เพิ่มเติมมาเรื่อยๆ จากทั้งคนรอบข้าง คนในครอบครัว และหน่วยงานต่างๆ และสำหรับแบรนด์ RE+PAIR นี้ มันไม่ได้ให้เราแค่ความรู้ หรือรายได้เท่านั้น มันยังได้รับ”ความสุข” ที่เราไม่เคยเข้าใจว่ามันเป็นอย่างไร เมื่อคนเข้ามาแล้วบอกว่าชอบลำโพง ผู้ใหญ่มาดูบอกว่าอยากให้ลูกสาวเป็นแบบนี้บ้าง การที่คนที่เค้าเป็นใครก็ไม่รู้เดินมาบอกว่า สนับสนุนนะ ทำต่อไปอย่าท้อ มีคนมากด Like ในแฟนเพจ ทั้งที่เราไม่รู้จักว่าเค้าเป็นใคร (ยอมรับเลยว่าถ้าได้เข้า facebook ต้องเข้ามาดูจำนวนคนกด like ทุกครั้ง555) สิ่งเหล่านี้มันหาซื้อไม่ได้ด้วยเงิน มันมีความสุขมากๆที่สิ่งเหล่านี้เราสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวของเราเอง แต่คุณยายสอนเสมอว่า การที่เราจะประสบความสำเร็จมันไม่มีทางที่เราจะทำมันได้คนเดียว มันเกิดมาจากหลายๆคน ทุกๆคนที่ผ่านเข้ามาได้ให้ความรู้และสอนเราเสมอ อยู่ที่เราจะหยิบเลือกอะไรเอามาใช้เท่านั้นเอง และต้องอย่าลืมคำที่สำคัญที่สุดคือ “กตัญญู”

และตอนนี้เราได้มีโอกาสใหม่เข้ามาในชีวิต คือเราได้นั่งดูรายการ SME ตีแตกกับครอบครัวที่บ้านเมื่อเดือนที่แล้ว แล้วมีโฆษณาถึงโครงการ KS Young Turk เป็นโครงการอบรมนักลงทุนหน้าใหม่ คือสอนเล่นหุ้นให้กับคนที่ยังไม่เคยมีความรู้ด้านนี้มาก่อน พอดูก็รู้สึกว่า ใช่เลย สิ่งที่เราอยากลอง คืนนั้นก็ได้ส่งใบสมัครไป พอมารู้ว่าคนสมัครทั้งหมดเกือบ 4,000 คน โดยที่รับเพียง 40 คน ก็ตกใจ แต่ก็คิดว่าจะทำให้ดีที่สุด มีการคัดเลือกโดยการสอบข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์ เราก็เป็นตัวเราและแสดงให้เค้ารู้ถึงเป้าหมายและความตั้งใจ ในที่สุดผลออกมาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาคือ “เราติด 1 ใน 40 คน” ดีใจมากๆ แต่ไม่รู้จะไปอธิบายให้ใครฟังแล้วเข้าใจ เพราะถ้าบอกเพื่อนๆ ก็มีแต่คนงงว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ มันยากที่จะให้คนอื่นเข้าใจในเหตุผลในใจของเรา แต่มันจำเป็นไหมที่เราต้องอธิบายถึงเหตุผลที่เราต้องทำอย่างนี้อย่างนั้น ความคิดของเราคิดว่าถ้าเรามั่นใจแล้ว ก็ทำเลย แล้วทำให้ดีที่สุด แล้วถ้าวันหนึ่งมันสามารถแสดงให้คนอื่นเห็นได้เขาก็จะหมดคำถาม นี่เป็นอีกครั้งที่เราไม่ปล่อยโอกาสให้มันผ่านไป ลองย้อนกลับไปในวันนั้น ถ้าเรานั่งดูทีวี แล้วก็หันไปพูดกับครอบครัวว่าน่าสนใจนะ แต่หลังจากนั้นก็ไม่ทำอะไรเลย อีก 1 เดือนต่อมา ก็อาจจะมานั่งคิดว่า รู้งี้สมัครตั้งแต่วันนั้นก็ดี โอกาสดีๆไม่ได้มีผ่านมาบ่อยๆ เราควรทุ่มเทกับทุกอย่างที่เราเลือกจะทำ ทุกอย่างมันไม่มีทางยากเกินไป

ในตอนนี้เรายังไม่รู้ ว่าชีวิตในวันข้างหน้ามันจะออกมาเป็นอย่างไร แต่เราก็จะดำเนินชีวิตแบบรอบคอบ คิดให้ดี และเมื่อมั่นใจว่าคิดดีแล้ว อย่ากลัวที่จะต้องเสีย ต้องลุยมันให้ถึงที่สุด!

ขอขอบคุณทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา ขอบคุณพ่อกับแม่ ที่สอนแพรมาอย่างดีที่สุด ขอบคุณพิมที่เป็นคนที่สามารถแชร์กันได้ทุกอย่าง ทั้งเรื่องดีและไม่ดี ขอบคุณทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ขอบคุณพี่หมอน พี่แพรว พี่ก้อยที่คอยช่วยเรื่อง RE+PAIR มาตลอด ขอบคุณตาน้อย สำหรับข่าวสารความรู้ทุกอย่าง ขอบคุณ k bank ที่เลือกแพร  ขอบคุณพี่เต้ยสำหรับหนังสือ “การลาออกครั้งสุดท้าย” ที่มันทำให้แพรรอบคอบขึ้นในการใช้ชีวิตค่ะ สุดท้ายขอขอบคุณทุกคนที่มากด like RE+PAIR ด้วยค่ะ มันเป็นกำลังใจให้แพรจริงๆ

ใช้ชีวิตให้คุ้ม…

17/04/2011 § Leave a comment

ใช้ชีวิตให้คุ้ม…ยังไงดี?

อยู่ดีๆคำว่า”ใช้ชีวิตคุ้ม” มันก็แว่วเข้ามาในหู มันทำให้เรานั่งคิดไปทั้งวันเลยวันนี้ ว่าคำว่าใช้ชีวิตให้คุ้ม มันวัดกันยังไง? การที่คนเราเจอประสบการณ์ หรือผ่านปัญหาอะไรมาเยอะๆหรอ? อย่างนี้คนที่ผ่านการติดหนี้ พ่อแม่เสียชีวิต พึ่งเลิกยาเสพติดได้ คือคนที่ใช้ชีวิตคุ้มหรอ? มาคิดดูแล้วก็ไม่น่าใช่นะ มันดูจะหดหู่ไปยังไงไม่รู้ หรือต้องเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ก็อย่าง บิล เกต ให้อัพเดดหน่อยก็ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก หรือเมดอินไทยแลนด์ก็พี่เบิร์ด มันก็ดูจะไกลตัวไปนะ ถ้าในชีวิตนี้เราอยากจะเป็นคนนึงที่ใช้ชีวิตให้คุ้ม คงจะยากที่จะให้เป็นเหมือนคนดังขนาดนั้น หรือจะหมายถึงการได้ไปเที่ยว ที่ไกลๆ หรือใช้เงินที่เก็บมาไปกับความสุขต่างๆ คิดวนไปวนมาเหมือนคนโรคจิตหน่อยๆ 555

การใช้ชีวิตให้คุ้มในมุมมองของเรา คงสรุปง่ายๆว่ามันอยู่ที่ใจ ว่าเราพอใจในสิ่งที่เราเป็น เรามีหรือเปล่า ถ้าเราพอใจกับชีวิตทุกวัน แล้วทำวันนี้เหมือนเป็นวันสุดท้ายของเรา มีความสุขในทุกๆวันที่เรามี ทำให้คนที่เรารักมีความสุขได้ แค่นี้เราว่า “ชีวิตนี้ก็คุ้มแล้ว”

ก็ขอให้ทุกคนใช้ชีวิตให้คุ้มนะ🙂