01/12/2009
ใครจะไปคิดว่าจะมีแบรนเป็นของตัวเองในวัย 22ปีกับอีก 362 วัน 5555
ฝันที่เป็นจริง ความจริง คือเริ่มจากการที่ได้โอกาสดีๆจากการคึกอยากส่งเมลไปสมัครงานกับ OSISU แต่มีการติดต่อกลับมาเป็นการอยากได้งานไปขายแทน ครั้งแรกที่ได้รับโทรศัพท์ตอนเที่ยงคืนกว่า ก็งงๆปนความดีใจ แล้วก็ได้เอางานไปให้พี่เค้าดู พี่เค้าเลยสั่งมา3เรือน 3สี เลือกเรือนที่ยากที่สุดเลยคือเรือนกล่องนม ขอให้ส่งวันที่ 1ธันวาคม ครั้งแรกก็กลัวๆจะไม่ทัน แต่ทำไปทำมาก็กลับมีแต่ความคิดว่า”ต้องทัน” การตัดกล่องนมได้เริ่มขึ้นท่ามกลางอาษาสมัครทั้งที่เต็มใจและไม่เต็มใจ 5555 แต่หนึ่งในนั้นซึ่งเป็นกำลังหลักคือแม่นั้นเอง

จนมาถึงเมื่อคืนก่อนวันส่ง ก็ได้เก็บรายละเอียด มีกล่องแพคเกจซึ่งมาจากกล่องที่ใช้ขนของกลับจากเชียงใหม่ รีไซเคิลของแท้เลยข้างในยังมีเขียนชื่อแพรอยู่เลย แต่งนิดเติมหน่อย จนเสร็จสมบูรณ์เวลา 5นาฬิกาของวันที่1ธันวา ความรู้สึกเหมือนได้กลับมาทำ thesis อีกครั้ง แต่มันดีกว่าตรงที่แลกจากคะแนนเป็นตัง แลกจากความเครียดเป็นความภูมิใจ
ในที่สุดก็ได้ชื่อแบรนของเราว่า RE+PAIR คือการรีทำใหม่ บวกแพรคือตัวเรา 5555 ง่ายไปมั๊ย? (re pair คิดเองแต่อุ้มแนะ แต่เครื่องหมายบวกอุ้มเติมให้ และเอามาใช้จริงโดยอุ้มเองก็อาจไม่รู้ บอกตรงนี้เลยแล้วกันอุ้มจ๋า 555)
ในที่สุดก็ได้ไปส่งที่ร้าน ECO SHOP อยู่ตรงดิจิตอลเกตเวย์ (เซ็นเตอร์พ้อยเก่า) ลงรถไฟฟ้าสยามออกประตู2 อยู่ชั้นล่างใกล้coffee worldนะ (อธิบายขนาดนี้คือจะให้แวะไปดูนะ ถ้าผ่านแถวนั้น 5555) โฆษณาขนาดนี้แล้ว ถ้าว่างก็แวะไปดู หรือถ้าบังเอิญชอบมากๆก็ซื้อมันซะเลย 1,250 บาท กับความเหนื่อยยากของคนทำและทีมงาน(แม่555) และความคิด ที่โดนไล่ไปดรอปมาแล้วจนต้องเรียนเกินเพราะนาฬิกาเรือนนี้ อะไรมันจะคุ้มขนาดนี้ไม่มีอีกแล้ว เอารูปสินค้ามาให้ดูพองาม
สุดท้ายขอขอบคุณร้าน Eco-shop พี่ท๊อป พี่จ๋า สำหรับโอกาสดีๆที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีค่ะ ขอบคุณทุกคนที่ช่วยในการทำครั้งนี้ทุกคนโดยเฉพาะแม่ ขอบคุณอาจารย์จอยที่ให้ไปดรอป ทำให้มีเวลาได้คิดและทำงานที่ดีขึ้นค่ะ สุดท้ายขอขอบคุณทุกคนที่ให้ความสนใจและสนับสนุน
ps. สุดท้ายจริงๆขอขอบคุณคนที่ซื้อไปค่ะ ซึ่งไม่รู้ว่าคือใครและไม่รู้ว่าจะมีรึป่าวด้วย 5555
Posted in Portfolio, design, diary | 3 Comments »
Tags: eco shop, re+pair, recycle watch, reuse product design
19/11/2009
หลังจากห่างหายการอัพบล๊อกไปนานพอสมควร แต่ก็ไม่นานมาก สาเหตุหลักๆก็เพราะมันไม่มีเรื่องอะไรน่าสนใจที่จะมาให้คนอื่นรับรู้เลย มันค่อนข้างเรื่อยเปื่อย เพราะย้ายกลับไปอยู่่กรุงเทพแบบถาวรแล้ว ก็คิดถึงเชียงใหม่ขึ้นมา ชีวิตวันๆก็หาอะไรทำไปเรื่อยเปื่อย หลักๆก็คงเป็นเรื่องเตรียมเปิดร้านกาแฟ กับเลี้ยงหมา(ชาลีแสนซน)
จนมาวันนี้ อยากจะอัพขึ้นมา เพราะเราได้ไปเจอในสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือเราได้ไปวิปัสนามาที่เชียงราย 3วัน 2คืน ในหัวข้อ ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน นี่เป็นการวิปัสนาครั้งแรกในชีวิต ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ชอบนั่งสมาธิ และไม่เคยเดินจงกลม แต่ก็ได้มาทำที่นี่
สิ่งที่พระอาจารย์สอน หลักๆคือต้องมีสติอยู่กับปัจจุบัน รู้ตัวตลอดว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ และสิ่งที่เราประทับใจพระอาจารย์สอนว่า อย่างเราล้างจาน เราไม่ต้องคิดว่าจะต้องล้างให้สะอาดเพราะนั้นมันคืออนาคต เราต้องคิดว่าแค่ล้างเฉยๆ เราก็งงๆ และถามพระอาจารย์ว่า อย่างหนูตอนนี้พึ่งเรียนจบ แล้วกำลังจะเข้าสู่วัยทำงาน แล้วจะคิดถึงว่าต้องขยันทำงานเพื่อประสบความสำเร็จไม่ได้หรอคะ พระอาจารย์ตอบว่า หนูไม่ต้องไปคิดว่าจะประสบความสำเร็จ แค่คิดว่าทำตอนนี้ ปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุด แล้วอนาคตก็จะดีเอง ต้องสร้างเหตุให้เยอะๆ แล้วอย่าไปหวังผล เหมือนเราปลูกต้นไม้ เราไม่ต้องไปหวังจะให้ผลออกมาเร็วๆ เราแค่รดน้ำมันทุกวัน ผลมันก็จะออกมาของมันเอง หรือถ้ามันไม่ออกมาเราก็จะไม่ต้องผิดหวัง 99%ของความทุกข์ของเรามาจากความคิด
3วัน 2คืนที่ผ่านมารู้สึกว่าใจสงบมาก ได้ถือศีล8 ซึ่งกินข้าว2มื้อ ปิดมือถือและปิดวาจา ตื่นตี4จากเสียงระฆัง ได้สวดมน ได้นั่งสมาธิ เดินจงกลม เล่นโยคะ ได้ฟังเทศน์ รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต กลับมาทำให้เปลี่ยนมุมมองของการที่เรามองจากเดิมไป มองโลกในแง่ดีขึ้น
สุดท้ายขอขอบคุณพระอาจารย์ที่สอน และมอบสิ่งดีๆให้ตลอดมา ทีมงานทุกคน เพื่อนโยคีทุกท่านที่ใช้ชีวิตร่วมกัน ขอบคุณสถานที่ ขอบคุณโอกาสที่ทำให้เราได้ทำสิ่งดีๆแบบนี้ และขอบคุณพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด

Posted in diary | 1 Comment »
Tags: ตื่นรู้, วิปัสนา, สติ
16/10/2009
เมื่อจบโปรเจคที่จมกับกองขยะมา1 ปี ก็ขอไปสูดอากาศบริสุทธิ์กันที่เชียงราย หลายคนถามว่าทำไมต้องเชียงราย ก็ตอบได้คำเดียวว่ามันมีที่พักฟรี คือไปอยู่บ้านน้าจุ๊บ(น้องแม่)ซึ่งมีคุณปู่เฝ้าบ้านให้อยู่ สบายจริงๆบ้านก็น่ารักมากๆ เราจะประมวลภาพเหตุการณ์คร่าวๆมาให้ดู 5555 โปรแกรมหลักๆที่ไปก็คือ แม่สาย+พม่าเล็กน้อย ขี่ช้างบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร แล้วที่เหลือก็แล้วแต่เวรแต่กรรม…
รูปสุดท้ายเป็นช้างหรือหมู…
ps. ทำไมไปแม่สายทีไรต้องโดนหลอกซื้อไพ่ทุกที ไม่รู้จักจำ…
ภาพทั้งหมดนี้โดย canon G7 อันใหม่สุดเห่อเจ้าาา
Posted in Photo, diary | 1 Comment »
04/10/2009
ได้รับความรู้สึกการเป็นนักศึกษาจบใหม่ก็วันนี้แหละ หลังจากจบไปสดๆร้อนๆเมื่อวานนี้
โครงการออกแบบสายนาฬิกาข้อมือจากวัสดุรีไซเคิล ความจริงน่าจะใช้คำว่า reuse มากกว่าเพราะมันไม่ได้ผ่านการแปรรูปนะ เมื่อวานพรีเซนก็ผ่านไปด้วยดี อาจารแม้วขอซื้อไปเรือนนึงก็ดีใจ 555






บ๊ายบายกองขยะที่รัก หลังจากอยู่กับมันมาเกือบปี แต่อยู่ไปอยู่มาก็เริ่มจะหลงรักมันนะ เริ่มมีความคิดอยากทำงานกับ ดร.สิงห์ 5555
ps. โชว์เปิ่นเขียนคำว่าไดเมนชั่นผิด 5555
Posted in Portfolio, design | 11 Comments »
Tags: นาฬิกาข้อมือ, รีไซเคิล, ออกแบบ, design, final project, recycle, recycle watch, thesis
20/09/2009
ออกแบบโปสเตอร์งานให้พิม เป็นงานน้อง แต่มันส่งให้พี่มันทำ แล้วเค้าก็ไม่เลือก เฮ้ออออ ไหนๆก็ไหนๆ ฝากพรีเซนด้วยแล้วกัน น้องเราแสดงด้วย…


แบบบัตร ก็ไม่เลือกอยู่ดี 5555 จบไปทำไรกินดีวะเนี่ยยยย -_-’

Posted in Portfolio, design | 1 Comment »
Tags: dance thetre, poster, ticket, yesterday paper
10/09/2009
ช่วงนี้เปิดเน็ตทีไรก็เข้าเว็บบอร์ดขายหมาไปด้วย
เพราะหลังจากพี่โก้ตาย ก็จะหาหมามาเฝ้าบ้าน แม่อยากได้ตัวใหญ่ๆเลี้ยงนอกบ้าน เราก็คิดถึงลาบาดอ เซนเบอนาด และบลูเทอเรีย ซึ่งแม่เคยอยากเลี้ยง ก็คอยดูไปหาไปเรื่อยๆไม่ได้รีบอะไร
จนมาวันนี้ตอนเช้าไปเจอขายลูกชเนาเซอร์สีขาว ความเป็น ชเนาว์เซอร์ฟีเว่อ ก็พุ่งขึ้นมาอย่างแรงงง โทรไปถามเค้าก็ได้คำตอบว่าเค้าอยู่เชียงใหม่ เราก็ไปเลยในตอนเที่ยงของวันนี้ที่สันกำแพง แต่เค้าบอกว่าตัวเล็กยังไม่ลืมตาเลย พึ่งเกิดได้10วันอยู่อีกบ้านนึง ถ้าจะมาก็ได้ดูพ่อเค้า กับพี่ชายเค้าคอกก่อนหน้านี้ เราก็โอเคหมดแหละ ใจมันไปแล้วให้ทำไง
ในที่สุดก็ได้ไปเห็นหน้าพ่อของลูกเรา รูปข้างล่างรูปแรกเป็นน้องป๋องตอนเด็กสมัยยังแอ๊บแบ๊ว รูปสองเป็นรูปพี่ชายพ่อเดียวกันกับตัวที่เราอยากจะได้ ส่วนรูปสุดท้ายเป็นรูปตัวที่เราอยากจะได้ตอนพึ่งเกิด ตอนนี้น่าจะลืมตาได้แล้วเค้าจะเอารูปมาให้ดูอีกทีวันพุธหน้า ตื่นเต้น



Posted in diary | 2 Comments »
Tags: ชเนาว์เซอร์, สุนัข, schnauzer white
26/08/2009
ห่างหายกันไปพักใหญ่กับการเขียนบล๊อก มีหลายเรื่องที่ทำให้วุ่นๆเหมือนกัน
เรื่องแรกก็นี่เลย การพรีเซนงานตัวจบนี่แหละ แต่เป็นกลางภาคนะ ตอนแรกก็นึกว่าจะไม่มี พอมีขึ้นมาก็ไม่ทันให้ตั้งตัวเท่าไหร่ จากวางแผนจะไปถ่ายรูปรับปริญญาให้ตองกับเม ก็เลยไม่ได้ไป สุดเสียดายอยากไปงานรับปริญญาธรรมศาสตร์ เพราะรู้สึกเพื่อนจะอยู่เยอะสุดละ แต่ก็ดันมีพรีเซนวันที่ 13 สิงหา ตรงกับวันรับพอดีเลยอด
เรื่องสองก็คือไปมาเลนี่แหละ มันเริ่มจากการที่อีเมโทมาชวนไปมาเลตั้งแต่ประมาณเดือนที่แล้วได้ บอกว่าตั๋วถูกมากเลยไปเป็นเพื่อนหน่อย ถ้าไปเด๋วช่วยออกด้วย 500 ทั้งที่มันเป็นคนงกมาก จะยอมออกให้500 ประกอบกับ จะจบแล้ว ทำงานก็กลัวจะไม่ได้เที่ยว เอาวะ! อีเมบอกไป 3 คืน 15-18 สิงหา ก็นิดหน่อย ถือว่าไปขำๆ ค่าตั๋วไปกลับตกคนละ 1700 บาท เมช่วยออก 500 เท่ากับเราไปกลับมาเล 1200 บาท (เท่ากับไปกลับเชียงใหม่ด้วยรถทัวเลย 5555)
พอใกล้ถึงเวลาจริงๆก็เริ่มขี้เกียจไป เพราะมันใกล้วันพรีเซนมาก พรีเซน 13 เย็นวันนั้นก็กลับกรุงเทพเลย ถึงกรุงเทพเช้าวันที่ 14 แล้วเช้าวันที่ 15 ก็ไปมาเล จากการขี้เกียจไปหรืออะไรก็ตาม ในที่สุดวันนั้นก็มาถึง…
เราไปลงที่กัวลาลัมเปอร์ แล้วก็มีเพื่อนอีเมที่เป็นคนมาเลมารับ พาไปเที่ยวในกัวลาลัมเปอร์และจังหวัดใกล้ๆ พาไปช๊อปปิ้ง และ กินกินกิน แต่บางวันก็มีปล่อยให้เราตะลุยมาเลด้วยตัวเอง หลงบ้าง เปียกฝนบ้าง หงุดหงิดอีเมที่แวะร้านรองเท้าทุกร้านในมาเลบ้าง แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปอย่างโอเค ตามรูป 555

ทริปนี้ เราแลกตังไปทั้งหมด 900 ริงกิต หรือประมาณ 9000บาท แต่เหลือกลับมา 150 ริงกิต รวมทริปนี้ 4 วัน 3 คืน เราใช้เงินไปทั้งหมดรวมค่าตั๋วและค่าโรงแรมประมาณ 9 พันกว่าบาท
ทิ้งท้ายด้วยรูปโปรดประจำทริปนี้แล้วกัน อันนี้คือสติ๊กเกอร์ติดหลังเบาะแท๊กซี่ที่เราเห็นแล้วก็แอบขำ ถามคนขับว่าหมายความว่าอะไร เค้าบอกว่า “ห้ามจูบกันบนรถแท๊กซี่” เออ แปลกดีเว้ย ถ้าเค้าแค่คิดเฉยๆก็ไม่แปลก แต่นี่คิดทำขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ห้ามจูบ จริงจัง แต่ก็ขำดี 5555

Posted in diary | 3 Comments »
Tags: เที่ยวมาเล, kul, malaysia
30/07/2009
หลังจากแพนด้าพีเว่อ ก็อยากจะเอามาเลี้ยงที่บ้านซักตัวให้เฝ้าบ้านแทนพี่โก้
ตอนแรกคิดอยากจะทำเป็นลายเสื้อ แต่ก็ทำไมไม่รู้ จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้ 5555 งงเนอะ

Posted in Portfolio, design | 3 Comments »
Tags: i love panda, panda
21/07/2009
รูปนี้ถ่ายตั้งแต่สมัย ม.6 พึ่งกลับจากปัจฉิม
พี่โก้ เป็นอีกคนที่ทุกคนต้องรู้จัก ถ้าได้มาบ้านเรา คำทักทายแรกๆที่ทุกคนจะทักพี่โก้คือพี่โก้ยิ้ม แฮ่! ใช่แล้วพี่โก้เป็นหมาที่ยิ้มได้ พี่โก้ชอบเอารองเท้าไปฝังดิน ถ้าวันไหนเห็นจมูกเลอะดิน ก็มองหารองเท้าได้เลยว่าคู่ไหนหาย พี่โก้เป็นหมาที่เลี้ยงง่าย แข็งแรง ไม่เคยป่วยเป็นอะไรทั้งนั้น จนเมื่อมาต้นปีนี้พี่โก้เริ่มผอม จนต้องพาไปหาหมอ แล้วก็รู้ว่าพี่โก้เป็นโรคไต หมอบอกว่าโรคนี้รักษาไม่หาย ต้องพยายามทำให้อาการคงที่ ไม่แย่ไปกว่านี้เท่านั้น จากนั้นแม่ก็เปลี่ยนอาหารของพี่โก้เป็นอาหารโรคไต และคอยให้น้ำเกลือวันเว้นวัน…
และในที่สุดวันนี้ซึ่เราพึ่งจากบ้านมาถึงเชียงใหม่เมื่อเช้า เมื่อกี้นี้พิมก็โทรมาบอกว่าพี่แพร พี่โก้จะตายแล้ว! อาการของพี่โก้คือ พี่โก้เริ่มแข็ง ขาเย็น และไม่มีแรงแม้กระทั้งจะยกหัวขึ้นมา พิมเลยให้เราคุยกับพี่โก้ แต่เวลานั้นก็ไม่รู้ว่าพี่โก้จะรู้เรื่องรึป่าว แม่บอกว่าพี่โก้ไม่ค่อยกะพริบตา ต้องคอยลูบหัวแล้วคุยด้วยไปเรื่อยๆถึงจะกะพริบตา
ในที่สุดพี่โก้ก็จากบ้านเราไป หลังจากเฝ้าบ้านเรามาเกือบ 15 ปี ต่อไปนี้พี่โก้ก็จะนอนหลับแล้วเฝ้าบ้านให้เราตลอดไป…
นี่เป็นรูปสุดท้ายที่ได้ถ่าบคู่กับพี่โก้ คิดถึงพี่โก้จัง กลับบ้านครั้งหน้าคงไม่มีใครยิ้มให้เราแล้ว…

Posted in diary | 2 Comments »